My first day's long+อพยพฟิคกรงนก
posted on 03 May 2008 00:52 by cofactor in Fictionสวัสดีค่าสำหรับเพื่อนใหม่และเพื่อนเก่าที่รักุกท่าน
มีเหตุจำเป็นมากที่ทำให้ต้องย้ายบ้านค่า ขออภัยในความไม่สะดวกจริงๆนะคะ
...
เอ้อ...แนะนำตัวยังไงดีล่ะ
เค้าชื่ออิ่มนะตัวเอง~ (ฮ่าๆๆ แนะนำตัวแบบกระแด๊กระแดะ)
โดนส่วนตัวเป็นมนุษย์ก้านสมอง ถ่อย สถุยใช้ได้เลยล่ะค่ะ
...
สถานะตอนนี้-รักวาเรียจากรีบอร์นขาดใจ เป็นแม่ยก XS เต็มขั้นค่ะ
ประกาศเล็กๆ-บลอกนี้สนับสนุนตัวประกอบทุกตัวนะคะ ตัวละครหลักอีอิ่มไม่สน ไอ้อิ่มรักตัวประกอบ!!! ตัวประกอบสู้ว้อย!!! ไม่ได้ขอให้เด่นในเนื้อเรื่องหลักแต่เด่นในใจเราก็พอ ฮ่าๆๆ
ประชาสัมพันธ์น้อยๆ-โฆษณาบอร์ดวาเรียนนะคะ http://variatfc.freeforums.org/ เนื่องจากช่วงนี้แอดมินมันมีปัญหาเรื่องบล็อกเล็กน้อย(ปัญหาส่วนตัวที่เริ่มไปปนกับงาน)ทำให้ยังไม่ได้ไปอัพเฮด อัพธีม อัพทุกๆอย่าง อิ่มใช่ยูสเซอร์ว่า Brioche นะคะ มีปัญหาอะไรเกี่ยวกับบอร์ดติดต่อได้ค่ะ
สุดท้ายก่อนไปอัพฟิค ขอขอบพระคุณที่ให้ความสนใจนะคะ...เอ่อ...ไอ้อิ่มเรียกร้องความสนใจสินะ ฮ่าๆๆ เฮดบล็อกนี้สนับสนุนภาพโดยเว็บไซต์จากญี่ปุ่นนะคะ อิ่มวาดแบบนี้ไม่ได้ (ฝีมือวาดห่วยแตก) เครดิอยู่ที่มุมล่างซ้ายของภาพค่ะ
สควอโล่สวยใช่ไหมล่า~
...
[Fan fiction] katekyo hitman Reborn
Title: Bird cage
Pairing: Xanxus x S.Squalo
Rate: PG
by Brioche:Summer's rain song
I. For? Who?
ฉันเป็นนกเหยี่ยวดุร้าย ฉันชอบล่าเหยื่อ
ชอบ...กลิ่นเลือด และเสียงกรีดร้อง
เพียงแค่ฆ่าให้ตาย ไม่เคยให้ตกถึงท้อง... เหยื่อของฉัน
ฉันฆ่า ฉันหายใจ
ฉันมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ฉันหายใจไว้เพื่อใครกัน...
II. Carnival
วันหนึ่งของเหยี่ยวทระนง
ขนสีเงินซีดจางดังสีจันทร์กระจ่างยามฟ้าไร้ดาว เหยี่ยวขาวดูโดดเด่นดังดวงแขในหมู่นกกา
นกเหยี่ยวรู้สึกเบื่อ
เสียงขับขานของนกลาร์คทุ่งที่ว่าไพเราะนักยังฟังขัดโสตในยามนี้
ไม่ต่างจากกลิ่นอายของงานรื่นเริงที่เหยี่ยวหนุ่มไม่ชอบใจ
งานเลี้ยงในอุดมคติของเขาต้องย้อมด้วยสีเลือด
สีแดงงดงามดังดวงตาคู่นั้น
เพียงเสี้ยวหนึ่งของวินาทีหรืออะไรกันแน่ เหยี่ยวขาวยังคงไม่แน่ใจ รู้เพียงว่าชั่วช่วงเวลานั้นราวกับหยุดนิ่ง
เพียงแวบเดียวที่สบกับนัยน์เนตรสีโกเมนน้ำเอกของอินทรีย์สีดำตัวนั้น
สีดำที่แตกต่างจากกาหรือนกเป็ดน้ำ สีของรัตติกาลแห่งความสูงศักดิ์ ต่างกันนักกับสีขาวที่เปื้อนราคีด้วยประกายเงินงามของเหยี่ยวขาว
ท้องฟ้ายามดึกสงัด ไร้ดาว ไร้เดือน ห้วงหนึ่งของมิติที่น่าหลงใหล...เหมือนกับตัวของอินทรีย์ดำ
...
ในงานเลี้ยงของเหล่าปักษา
ไม่มีการนองเลือดผิดวิสัยของสัตว์นักล่าอย่างเหยี่ยวขาว... แต่วันนี้เขามีดวงตาสีเลือดคู่นั้นก็เพียงพอ
ไม่มีการฆ่าผิดวิสัยกระหายเลือดของเหยี่ยวขาว... แต่วันนี้เขาได้ให้ชีวิตของเขากับใครคนหนึ่ง
...
แว่วลำเนาแห่งการสิ้นสุด
ดังว่างานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา
เป็นเวลาเริ่มต้น...ที่ชีวิตของเหยี่ยวขาวอยู่แทบเท้าอินทรีย์ดำ นิรันดร์
เหยี่ยวขาวกระพือปีกบินเข้าไปในกรงของอินทรีย์ดำโดยไม่ลังเล
...
III. Promise in the bird cage
วันเวลาผ่านไป ทั้งเหยี่ยวและอินทรีย์เติบใหญ่...อหังการ์
เมื่อลูกนกอ่อนหัดต้องการอย่างแรงกล้าที่จะลากราชาอินทรีย์ชราลงจากบัลลังก์
ไม่ต่างอะไรกับลูกนก...อินทรีย์ดำผู้หาญกล้าฤาจะสู้พญาวิหคผู้เคยบินมาก่อน
พ่ายแพ้...สิ้นท่า
เหยี่ยวขาวปีกหักได้แต่มองเจ้าของกรงของตนถูกจับเข้ากรงน้ำแข็งเย็นยะเยือก แต่ไม่อาจดับดวงไฟในนัยน์ตาสีเลือดนั้นได้
ราวกับประตูกรงของเหยี่ยวขาวถูกเปิดออกให้นกน้อยด้านในพร้อมจะบินออกไป
ได้แต่เมียงมองช่องว่างแห่งอิสรภาพ
เหยี่ยวขาวชินชาต่อการผูกมัดโดยไร้เครื่องพันธนาการ แม้สักวันที่กำลังจะคืนแก่ปีกไร้เรี่ยวแรงนี่
....แต่ก็ไม่อาจบินไปไหน
ในเมื่อชีวิตของเหยี่ยวขาวอยู่ที่อินทรีย์ดำ อยู่ในกรงน้ำแข็งนั้น
และจะอยู่ที่นั่นตลอดไป... ไม่มีวันได้รับกลับคืน และไม่มีวันที่จะทวงขอคืน
...
...
Bird cage
I. Who? For?
ฤดูใบไม้ร่วงปีที่หนึ่ง...
หากแผ่นดิน ผืนฟ้า และสายน้ำ รวมเป็นหนึ่งชีวิต ...กายเกิดจากดิน ...ชีวิตได้จากน้ำ และ...วิญญาณมาจากท้องฟ้า
ดาบก็เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ มีกาย มีชีวิต และมีวิญญาณ
แต่ดาบจะคมหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับไฟ
เพราะเปลวเพลิงคือพละกำลังและปัญญา
...
สควอโล่เช็ดด้านคมของดาบด้วยปลายเสื้อตัวเองอย่างลวกๆ
รอบตัวเด็กชายเป็นทะเลเลือดส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง
แต่มัจจุราชตัวน้อยกลับไม่แยแสต่อกลิ่นชวนคลื่นเหียนของศัตรูที่เขาเพิ่งปลิดชีพไปหยกๆ
เมื่อเสร็จกิจแล้ว
เด็กชายขว้างดาบที่เช็ดแล้วจนสะอาดเอี่ยมให้นอนอย่างในกองอาจมสีแดงฉาน
ทิ้งไว้แต่คราบเลือดของใครหลายๆคนบนชายเสื้อสีขาวสะอาดตา
...
“สควอโล่ ดาบของนายหายไปไหนแล้ว” น้ำเสียงร่าเริงของเด็กชายผมสีทองสว่างพอกับรอยยิ้มที่เจิดจ้าราวแสงพระอาทิตย์
ดีโน่ผู้สดใสกว่าใครๆ
สควอโล่มองนัยน์ตาสีทองกลมโตที่จ้องเป๋งด้วยรอคอยคำตอบจากเขาเต็มที่แล้วถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะตอบไปสั้นๆ
“ทิ้งไปแล้วล่ะ”
“หา!!! โถ่! ดาบเล่มนั้นฉันอุตส่าห์ไปช่วยนายเลือกเลยนะ
ฉันดีใจที่เห็นนายขัดมันทุกวัน ทิ้งไปซะแล้วหรือ” ดีโน่โวยวาย
ไม่ใช่เพราะเสียดายในมูลค่าของดาบ
แต่นั่นมันเป็นดาบเล่มที่เขากับสควอโล่ไปซื้อมาด้วยกันเชียวนะ
“อย่าทำเหมือนว่าแกสำคัญกับฉันมากไปหน่อยเลยน่า” สควอโล่พูดอย่างเย็นชา
“จ...ใจร้าย”
ดีโน่รู้หรอกว่าเพื่อนรักไม่ได้ต่อว่าเขาเป็นจริงเป็นจัง
แต่เด็กชายอดไม่ได้ที่จะทำน้ำเสียงอ่อยๆง้อคนใจร้าย
เช่นเดียวกับสควอโล่ที่อดหัวเราะไม่ได้ที่เห็นแก้มใสๆของดีโน่พองออกเวลาเจ้าตัวงอนเขาขึ้นมา
“งั้นไปช่วยฉันเลือกดาบเล่มใหม่แล้วกัน” ไม่ได้มีคำขอโทษที่ใช้คำพูดหักหาญน้ำใจไป แต่ประโยคของพระจันทร์ก็ทำให้พระอาทิตย์ยิ้มกว้าง
...
ร้านขายดาบชั้นดีอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนมาเฟียเท่าใดนัก เด็กชายทั้งสองเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยต่างๆอย่างชำนิชำนาญเลยทีเดียว
ภายในคูหาค่อนข้างอับแสง
กลิ่นของบุหรี่และสุราคละเคล้ากับไอน้ำชื้นๆในอากาศช่วงฤดูใบไม้ร่วงเป็นกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของโลกเบื้องหลัง
เมื่อตะวันคล้อยเต็มที
เจ้าของร้านวัยชราจุดไฟแช็กประกับทองเหลืองแบบโบราณต่อชีวิตให้แท่งเทียนไขสีขาวนวล
ร่องรอยน้ำตาเทียนที่ไหลลาดลงมาคลุมขวดเหล้าเก่าๆจนคล้ายเสาหินในถ้ำบ่งบอกว่าที่ตรงนี้ผลิตแสงสีเหลืองสบายตา
ที่เปลวเทียนต้องแผดเผาร่างของมันเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แสงสลัวๆของไฟน้อยแรงเทียนจับกับคมดาบที่วางแสดงไว้เป็นประกายมันวาว
สวยงาม...และน่าสะพรึง
ดีโน่มองรอบร้านอย่างหลงไหล ราวกับว่าที่ๆเขายืนอยู่ตรงนี้ไม่ใช่โลกของเขา
...แต่เป็นโลกของสควอโล่...
นานเท่าที่คบกันมาดีโน่รู้มาตลอดว่านักดาบไร้สังกัดอย่างสควอโล่ฆ่าคนมาแล้วเป็นว่าเล่น
เด็กชายที่หยิ่งทะนงในฝีมือฉกาจของตนจนไม่คิดจะลดตัวไปเป็นนักฆ่าให้แฟมมิลีใดๆ
สควอโล่เป็นบุคคลที่มีพรสวรรค์และอันตรายยิ่ง
เหมือนฉลามหนุ่มหิวโซในน่านน้ำที่เต็มไปด้วยปลาตัวกระจ้อยร่อย
ยากนักที่จะรั้งไว้ไม่ให้อาละวาด
...เพราะสควอโล่เหมือนดาบที่สควอโล่ใช้ งดงามน่าหลงไหล...แต่ก็เป็นอันตรายที่สุด
...
“นี่! เล่มนี้เป็นไง” สควอโล่ยื่นดาบเก่าๆที่นักดาบคนอื่นเรียกว่าเป็นเศษเหล็กเส็งเคร็งให้ดีโน่ดู
“หวา!ไม่ไหวมั๊งสควอโล่ เก่าจนด้านหมดแล้ว”
ดีโน่หมายถึงประกายของตัวดาบที่ถูกลบเลือนไปหมดแล้ว
ซ้ำร้ายริ้วรอยถลอกยังมาย้ำเติมให้ของในมือของสควอโล่เหมือนเศษเหล็กมีด้ามมากขึ้น
“อือ...งั้นเอาเล่มนี้แหละ”
สควอโล่โยนเงินให้คนขายที่ยอมรับเงินค่าอาวุธอันตรายจากเด็กน้อยแต่โดยดี
จะมีเด็กสักกี่คนกันเชียวที่กล้าเดินเข้าร้านขายดาบแถมมีกลิ่นเลือดติดตัวเข้มข้นเสียขนาดนี้
...
สวนสาธารณะขนาดย่อมของเมืองเล็กๆประดับด้วยพุ่มไม้กระจุ๋มกระจิ๋ม ต้นไม้ใหญ่ที่เรือนยอดแผ่ออกไปกว้างไกล และม้านั่งหินมั่นคงแข็งแรง
เสาไฟเหล็กสีดำทะมึนชูดวงไฟในโคมแก้วให้สาดแสงล่อแมลงที่ดูบางตาลงทุกทีๆ
เพราะอากาศเริ่มหนาวเย็น
แต่เด็กชายผมทองกลับลากเด็กชายผมเงินไปที่รถเข็นขายไอศกรีมเจลลาโตเย็นฉ่ำ
“ลุงครับขอวานิลาสองที่ครับ” ดีโน่บอกคุณลุงหลังรถเข็นขายไอศกรีม
ครู่ต่อมาเจลลาโตลานิลาเนื้อเหนียวนุ่มสีครีมถูกตักใส่กรวยวาฟเฟิลกรอบๆส่งให้เด็กน้อยทั้งสอง
ดีโน่จ่ายเงินค่าไอศกรีมแล้วจูงมือสควอโล่ที่กำลังละเลียดของหวานรสนุ่มนวลอย่างไม่พูดไม่จา
เด็กชายเลือกม้านั่งตัวหนึ่งข้างๆโคมไฟประดับ
“แน่ใจแล้วหรือว่าจะใช้ดาบเล่มนี้จริงๆน่ะสควอโล่ ดูมันไม่คมเอาเสียเลย” ดีโน่พาดพิงถึงของในห่อผ้าที่อยู่กับสควอโล่
“จะคมหรือไม่คมฉันก็ฟันเข้าหมดอยู่แล้ว” สควอโล่เอ่ยอย่างทระนง
เด็กชายนักดาบค่อยๆลิ้มรสไอศกรีมอย่างใจลอย
ดาบเล่มเก่าของฉันมันเงาวาวเกินไป... ทุกครั้งที่ลงดาบ
ภาพใบหน้าที่กำลังต่อสู้กับความตายปรากฏขึ้นมาในกระจกเงาบานที่กลมกลืนในนื้อดาบเสมอ
และปรากฏแววตาของฆาตกรอย่างฉันเช่นกัน
แววตาว่างเปล่าที่ไม่ว่ากี่ชีวิตก็ไม่อาจเติมเต็ม
แววตาของคนไร้จุดหมายอย่างฉัน
...
“สควอโล่ง่วงแล้วหรือ? กลับบ้านไหม เดี๋ยวฉันไปส่ง” ดีโน่ถาม เมื่อไอศกรีมหมดไปนานแล้ว แต่เพื่อนรักยังเงียบอยู่
“ไม่ต้องหรอก” บ้าน...ที่แบบนั้นเขาไม่มีเสียหน่อย “ว่าแต่แกล่ะ วันนี้ไม่มีเรียนพิเศษหรือไง?”
คำถามของสควอโล่ชวนให้ดีโน่ขนลุกเมื่อคิดถึงคุณครูพิเศษจอมโหดนั่น
แต่เมื่อเห็นแววตาของนัยน์เนตรสีสวยหม่นลง
เด็กชายก็ส่ายหน้าปฏิเสธแต่โดยดี
“ไม่ต้องห่วงฉันหรอกน่า ถ้าง่วงก็งีบสักหน่อยก็ได้”
ดีโน่โอบคอเพื่อนรักแล้วค่อยๆโน้มให้ศีรษะของสควอโล่มาซบอยู่ที่ไหล่ของเขา
เด็กชายผมเงินไม่ได้ขัดขืนอะไร วงหน้าหวานก้มซ่อนอยู่ใต้เรือนผมสีเงินยวง
“นายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันเลยนะ
ถ้าไม่สบายใจอะไรก็มาระบยที่ฉันก็ได้ อย่าเก็บไว้เครียดคนเดียวเลย”
ไม่ว่าเปล่า มือเล็กนุ่มนวลลูบแผ่นหลังบอบบางของสควอโล่อย่างปอบประโลม
สควอโล่ยิ้มบางๆ
“ขอร้องเพลงได้ไหม?”
ความเงียบคือคำตอบรับ สควอโล่เจือความเศร้าไร้สาเหตุลงในน้ำเสียง
“Egel rach kashur bechevel
Al ha'agala mutal
Ulemala bashamayim
Efronim mamri-im el al
Ruach stav tzochek lo
Tzochek umit-holel
Tzchok ootzchok miboker or
Ve'ad chatzi haleyl
Dona dona,-- dona dona dona do-ona
Dona dona dona do
Dona dona dona do-ona
Dona dona dona do...
Al teetlonen" omer ikar
Leehyot egel mee l'cha amar?
Lamah ayn l'cha knafayim
C'mo efron chofshi v'nehedar?
Ruach stav tzochek lo
Tzochek oomitholel
Tchak utzchak miboker or
Ve-ad chatzi haleyl
Dona dona,-- dona dona dona do-ona
Dona dona dona do
Dona dona dona do-ona
Dona dona dona do...
Agalim Bli Da'at Lama
El hatevach hochlim tamid
Va'asher libam lachofesh
Mamri-im ke-efronim
Ruach Stav Tzochek lo
Tzochek umit-holel
Tzchok ootzchok miboker or
Ve-ad chatzi haleyl
Dona dona,-- dona dona dona do-ona
Dona dona dona do
Dona dona dona do-ona
Dona dona dona do...”
(On a wagon bound for market;
there's a calf with a mournful eye.
High above him, there's a swallow
Winging swiftly through the sky.
ในเกวียนเล่มใหญ่ไม่ไกลจากตลาด
ยังมีลูกวัวแววตาขลาดเขลา
เหนือนั้นมีแอ่นลมโลดแล่นตามลำเนา
ขยับปีกเย้าลมบนฟ้าคราม
How the winds are laughing:
They laugh with all their might.
Laugh and laugh the whole day through,
and half the summer's night.
Dona, dona dona dona
Dona dona dona do
Dona dona dona dona
Dona dona dona do
แว่วเสียงวายุหัวเราะก้อง
เหมือนมิอาจหยุดร้องครวญครางได้
เฝ้าหัวเราะกรำสรวลทั้งวันไป
ครึ่งค่อนในคิมหันต์ราตรีกาล
Stop complaining said the farmer
Who told you, a calf to be?
Why don't you have wings to fly with
Like the swallow so proud and free?
“หยุดบ่นสักที”ชาวนาว่า
แค่ลูกวัวจะไปที่ไหนได้
ในเมื่อมันไม่มีปีกพาบินไป
อย่างนกนางแอ่นผู้เสรี
How the winds are laughing
They laugh with all their might
Laugh and laugh the whole day through
And half the summer's night.
Dona, dona dona dona
Dona dona dona do
Dona dona dona dona
Dona dona dona do
Calves are easily bound and slaughtered;
Never knowing the reason why,
But whoever treasures freedom;
like the swallow has learned to fly.
ลูกวัวไม่เคยมีอิสรภาพและถูกฆ่า
จะมีเหตุผลใดไม่อาจรู้
ใครก็ตามใฝ่หาเสรีภาพไว้เชิดชู
ต้องเรียนรู้อย่างแอ่นลมที่ฝึกบิน
How the winds are laughing
They laugh with all their might
Laugh and laugh the whole day through
And half the summer's night
Dona..Dona..dona dona dona dona
Dona dona dona do
Dona dona dona dona
Dona dona dona do....)
เนื้อเพลงภาษาฮิบรูเก่าแก่ขับขานด้วยเสียงแหบเครือทว่าไพเราะยิ่ง
ดีโน่ปรือตาอย่างง่วงงุนก่อนจะหลับไปท่ามกลางความเงียบสงบที่กำลังบรรเลงขับกล่อมอยู่
...
เมื่อเห็นว่าคนที่โอบกอดตนอยู่หลับสนิทไปเรียบร้อยแล้ว สควอโล่ผละออกจากอ้อมกอดอุ่นอย่างเงียบเชียบ
ขอโทษนะ...ที่ไม่อาจอยู่เคียงข้างแกได้ตลอดไป
เราต่างกันเกินไปนะ...ดีโน่
แกเป็นดวงตะวัน ส่วนฉันเป็นดวงจันทรา
เป็นเพียงพระจันทร์ที่ถูกความมืดกัดกร่อนอยู่ตลอดเวลา
เป็นเหมือนลูกวัวดอนนา...ฉันไม่เคยเป็นอิสระเพราะครั้งหนึ่งได้ก้าวเท้าสู่ถนนที่ปลายทางมีแต่ความมืดมิด
และเป็นเหยื่อให้ความว่างเปล่ากลืนกินตลอดเวลา
จุดหมายของฉันอยู่ที่ใด ในเมื่อรอบๆตัวคือความมืดเวิ้งว้าง
ตอนนี้ฉันหายใจอู่เพื่อใครกัน?
(End part I)
...
อัพแล้วหลังจากดองไว้เป็นชาติ (เทพเจ้าซาจังลงทัณฑ์มาหลายรอบแล้ว)
ตอนหนึ่งซีรี่ย์เบิร์ดเคจสั้นงี่เง่ามาก อิ่มสาบานว่าอิ่มไม่ได้แต่ง DS อิ่มแต่ง XS นะพี่น้อง แค่ตอนนี้เฮียยังไม่มีบทเฉยๆ
ขอชี้แจงรื่องเพลงนะคะ เพลงที่สควอโล่ร้องชื่อเพลง "Dona Dona"
ในภาษาฮิบรู หรือ "Donna Donna" ในภาษาอังกฤษ นับเป็น BGM
ของฟิคน้ทุกตอนเลยทีเดียว ทำนองค่อนข้างโหยหวทีเดียว
เป็นเพลงโปรดของคนแต่งเลยล่ะค่ะ
เกร็ดเล็กๆน้อยๆ-
เพลงนี้เป็นเพลงเรียกร้องหาอิสระภาพของชาวยิวในสมัยสงครามโลกค่ะ
อิ่มหาชื่อผู้แต่งไม่ได้ มีคนขับร้องหลายภาษาหลายทำนอง ลองหาฟังดูนะคะ
สั้นจริงๆ ดองไว้แล้วจะมีลงบทของป๋าในตอน "คาร์นิวัล" ค่ะ
ขอบพระคุณสำหรับทุกคอมเม้นต์์นะคะ อ่านแล้วเม้นต์กันหน่อยนะ จะได้ไปปรับปรุงตัว
ย้ำอีกครั้ง ไม่ใช่ DS เน้อ!!!!!
...
ก๊อปจากในบอร์ดมาทั้งดุ้นเล้ย ฮ่าๆ ยังไงก็จะมาอัพตอนคาร์นิวัลเร็วๆนี้นะคะ ตอนสองแต่งยากแสรด เพราะพยายามเขี่ยดีโน่ทิ้งไป
ฟิคนี่เห็นกันในบล็อกเก่าและบอร์ดมาแล้ว แต่ตอนนี้อิ่มขออพยพ!!!
...
อา...สัญญา สัญญา จะรักบ้านใหม่หลังนี้ และจะดูแลอย่างดีที่สุด ขอให้ใครคนนั้นอย่่าตามบ้านหลังนี้เจอเลย เพี้ยง
edit @ 3 May 2008 01:37:44 by cofactor
ไม่ใช่ละ บ้านใหม่.....XSเต็มเลย= =
รักตัวประกอบสุดยอดดดดด
#1 By ~~~MaiKoBD~~~ on 2008-05-03 02:05